Kaspersky แนะแนวทางเชิงกลยุทธ์สู่การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์องค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไซมอน เติ้ง ผู้จัดการทั่วไป ภูมิภาคอาเซียนและกลุ่มประเทศเกิดใหม่ของเอเชีย แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMB) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสัดส่วนถึง 94 - 99.9% ของระบบนิเวศการค้า และด้วยโครงสร้างซัพพลายเชนที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในภูมิภาคนี้เองที่ทำให้ผู้ประกอบการ SMB กลายเป็นเป้าหมายโจมตีอันดับต้น ๆ ของเหล่าอาชญากรไซเบอร์ เพราะนอกจากข้อมูลที่มีมูลค่าในตัวเองแล้ว ยังเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญเพื่อเข้าแทรกซึมสู่เครือข่ายซัพพลายเชนธุรกิจขนาดใหญ่กว่าอีกด้วย

Friday 28 August 2026 10:37
Kaspersky แนะแนวทางเชิงกลยุทธ์สู่การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์องค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยความที่ผู้ประกอบการ SMB มีทรัพยากรในการปฏิบัติงานที่จำกัดกว่าองค์กรขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องลดงบประมาณในการลงทุนด้านระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ลง การรวมกันของความสำคัญเชิงเศรษฐศาสตร์กับศักยภาพในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่อยู่ในระดับต่ำของบรรดา SMB เหล่านี้จึงทำให้ตกเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจของเหล่าอาชญากรไซเบอร์

อีกทั้งข้อมูลล่าสุดจากแคสเปอร์สกี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจริงในข้อนี้ว่า ธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเผชิญปัญหาภัยคุกคามที่เรื้อรัง ซึ่งผลการศึกษาระบุว่าในปี 2568 แค่ปีเดียวมีการโจมตีทางไซเบอร์มากกว่า 18 ล้านครั้ง ขณะที่การโจมตีแบ็กดอร์โดยมีเป้าหมายเป็นองค์กรภายในภูมิภาคก็ถีบตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าการโจมตีทางไซเบอร์ยังเป็นความท้าทายหลักที่ SMB ต้องเผชิญ

นอกจากนี้ หนึ่งในความท้าทายเหล่านี้ยังประกอบด้วย การขยายตัวของแรนซัมแวร์ที่เปิดให้เข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย การโจมตีแบบฟิชชิง และการขาดแคลนทรัพยากรบุคคล ซึ่งแต่ละปัญหาต่างก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญและสร้างภาระอันหนักหน่วงให้แก่ทีมงานที่มีกำลังคนไม่มาก

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่มีข้อใดที่ต้องใช้งบประมาณระดับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในการแก้ไข เนื่องจากแนวทางการรับมือของแต่ละปัญหาข้างต้นล้วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ลดความซับซ้อนขององค์กรลง ปรับการดูแลควบคุมระบบต่าง ๆ ให้เป็นแบบรวมศูนย์และเลือกเฉพาะแนวทางที่พนักงานในองค์กรที่มีอยู่สามารถบริหารจัดการได้จริง

  • ความท้าทายที่ 1: แรนซัมแวร์ที่เข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย

เดิมที แรมซัมแวร์เป็นเครื่องมือที่มีเพียงกลุ่มอาชญากรที่มีทุนทรัพย์และความชำนาญสูงเท่านั้นที่จะใช้ได้ แต่ข้อจำกัดดังกล่าวถูกปลดออกไปแล้ว ด้วยการกำเนิดของ Ransomware-as-a-Service หรือ RaaS นั่นหมายความว่าต่อให้เป็นโจรกระจอกก็สามารถจัดหาชุดคำสั่งแรมซัมแวร์แบบสำเร็จรูปและนำมันออกมาใช้โจมตีองค์กรธุรกิจขนาดใดก็ได้

สำหรับ SMB แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญ เพราะกลุ่มแรนซัมแวร์มีการเลือกเป้าหมายที่เจาะจงมากขึ้นพร้อมกับใช้ยุทธวิธีในการเรียกค่าไถ่ที่เห็นผลกว่าเดิม ด้วยการคำนวนข้อเรียกร้องโดยอิงจากงบประมาณที่เหยื่อสามารถชำระไหว อีกทั้งข้อมูลจาก World Economic Forum ก็ระบุว่า กว่าครึ่งขององค์กรธุรกิจต่างก็มองว่าแรนซัมแวร์คือความเสี่ยงทางไซเบอร์ระดับสูงของตนเองแล้ว

การรับมือกับปัญหาข้อนี้ จำเป็นต้องมีแนวทางที่รัดกุมและแน่นหนามากกว่าจะใช้เครื่องมือแค่ตัวเดียว เช่น เลือกใช้ anti-ransomware ที่มีระบบการทำงานแบบ machine learning สามารถสกัดกั้นภัยคุกคามที่เป็นที่รู้จักได้แบบอัตโนมัติ ขณะที่การวิเคราะห์พฤติกรรมการโจมตีโดยอาศัยศักยภาพของ AI นั้นสามารถระบุตัวตนของรูปแบบกิจกรรมที่น่าสงสัยที่ระบบการป้องกันแบบ signature-based ตรวจไม่พบได้ ใช้การแยกอุปกรณ์ endpoint แบบอัตโนมัติทำให้จำกัดพื้นที่ความเสียหายของการถูกโจมตี ขณะที่การจัดหมวดหมู่การแจ้งเตือนยังช่วยให้ทีมงานสามารถตรวจหากิจกรรมที่มีแนวโน้มจะเป็นภัยคุกคามได้โดยไม่ทำให้งานล้นมือ นอกจากนี้ การแบคอัปข้อมูลตามปรกติและการฝึกอบรมผู้ใช้งานให้มีการตื่นรู้ยังช่วยในการวางกลยุทธ์ที่ทำให้แรนซัมแวร์กลายเป็นแค่ความเสี่ยงที่มีความต่อเนื่องในการโจมตีแต่สามารถบริหารจัดการในการรับมือได้มากกว่าจะเป็นภัยพิบัติขององค์กร

  • ความท้าทายที่ 2: ทุกการเจาะระบบล้วนมีคนเป็นองค์ประกอบ

ฟิชชิง ยังคงรักษาตำแหน่งการเป็นหนึ่งในเวกเตอร์การโจมตีที่เปี่ยมประสิทธิภาพที่สุดได้ เพราะเหยื่อของมันคือหนึ่งเดียวที่ไม่ว่าจะใช้วิทยาการใด ๆ ก็ไม่อาจปกป้องได้อย่างเต็มกำลัง เหยื่อที่ว่า คือการตัดสินใจของมนุษย์ โดยการโจมตีแบบฟิชชิ่งยุคใหม่จะใช้วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยมากจะใช้การปลอมแปลงอีเมลให้ดูน่าเชื่อถือ ผู้ส่งมีตัวตนที่เชื่อถือได้ และเพิ่มการใช้งานเนื้อหาที่สร้างโดย AI ซึ่งสามารถปรับแต่งข้อความให้เข้ากับเหยื่อได้ในวงกว้าง

รายงานของ Anatomy pf a Cyber World: 2026 Security Services Global Report แสดงให้เห็นถึงตัวเลขสถิติที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ไม่สู้ดี โดยเทคนิคการโจมตีแบบฟิชชิ่งที่ล่อลวงให้เหยื่อเป็นผู้กระทำการเอง ถูกจัดอันดับให้อยู่ใน ท็อป 3 ของภัยคุกคาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ยังเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดเสมอ สำหรับ SMB ส่วนใหญ่แล้ว ทรัพยากรและโครงสร้างองค์กรที่องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เคยใช้ในการปั้นไฟร์วอลมนุษย์ที่แข็งแกร่งขึ้นมานั้น ไม่เคยมีอยู่จริง

แนวทางการป้องกันที่ทรงประสิทธิภาพ จำเป็นต้องทำงานข้ามองค์ประกอบในมิติต่าง ๆ ทั้งสามประการได้พร้อมกัน ดังต่อไปนี้

ควบคุมกระบวนการดำเนินงาน เช่น การมอบอำนาจให้แก่ผู้ใช้หลายคน สำหรับการทำธุรกรรมมูลค่าสูงและกำกับการเข้าถึงข้อมูลที่มีความอ่อนไหวอย่างยิ่งยวดนั้น สามารถลดขอบเขตความเสียหายเมื่อมีใครเผลอไปกดลิงก์ของมิจฉาชีพได้

การฝึกอบรมที่มุ่งเน้นตัวบุคคล ที่ต้องมีความต่อเนื่องสม่ำเสมอแทนที่จะทำเป็นช่วง ๆ ด้วยการเปิดให้มีระบบการเข้าฝึกอบรมซ้ำแบบอัตโนมัติเมื่อพบพฤติกรรมเสี่ยง เปลี่ยนข้อผิดพลาดให้กลายเป็นบทเรียน

เทคโนโลยี ที่สามารถสแกนอีเมล ลิงก์ต่าง ๆ และไฟล์แนบ ได้แบบเรียลไทม์ ผสานกับกับการควบคุมพฤติกรรมที่ตอบสนองทันทีหลังจากการคลิก ทำให้มีมาตรการสำรองเชิงเทคนิค

อย่างไรก็ดี องค์ประกอบเหล่านี้จะไม่สามารถปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้หากนำมาใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องใช้ร่วมกันทั้งหมดจึงจะสามารถลดความรุนแรงหรือแม้แต่แนวโน้มของการถูกโจมตีแบบฟิชชิ่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • ความท้าทายที่ 3: การขาดแคลนบุคลากรและช่องว่างทางทักษะ

จากข้อมูลของแคสเปอร์สกี้ ธุรกิจจำนวน 3 ใน 4 มองภาพของการขาดแคลนทักษะด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นปัญหาใหญ่ สำหรับ SMB แล้วผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวถือว่ามีความรุนแรงอย่างยิ่งยวด SMB ส่วนใหญ่ไม่สามารถสู้ราคาค่าจ้างบุคลากรผู้มีความชำนาญเฉพาะทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยได้ นั่นแปลว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีทั่วไปมักถูกเรียกตัวมาเป็นกำแพงด่านหน้าในการรับมือภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนสูงที่พวกเขาไม่เคยได้รับการฝึกฝนให้รับมือมาก่อน

ด้วยเหตุนี้ภาวะก้ำกึ่งที่เป็นอันตรายจึงเกิดขึ้น ด้วยความที่การฝึกอบรมด้านระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูงนั้น มีความพิเศษเฉพาะทางมากเกินไปสำหรับพนักงานฝ่ายไอทีธรรมดา ขณะที่หลักสูตรฝึกอบรมด้านการพัฒนาทักษะความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็ไม่ได้ติดอาวุธให้พวกเขาในการตรวจสอบหรือตอบสนองต่อสถานการณ์จริง ผลลัพธ์จึงกลายเป็นอาชญากรไซเบอร์ที่มีฝีมือสูงสามารถเล็ดลอดผ่านช่องว่างที่ต้องอาศัยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบรักษาความปลอดภัยเท่านั้นเข้ามาได้

แนวทางการตอบสนองที่ยั่งยืนคือการพัฒนาทักษะของพนักงานไอทีอย่างเป็นระบบให้ขึ้นไปสู่การเป็นทีมตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ สำหรับพนักงานทั่วไปและผู้ดูแลระบบ ซึ่งหมายถึงการสร้างทักษะที่สามารถใช้ปฏิบัติงานได้จริงในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ เสริมความปลอดภัยให้กับการตั้งค่าระบบคลาวด์ และทำงานร่วมกับเครื่องมือ EDR และ XDR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยฝ่ายไอทีจะได้ประโยชน์จากการฝึกอบรมที่ช่วยให้พวกเขาสามารถตอบสนองต่อการแจ้งเตือนด้านระบบรักษาความปลอดภัยได้ ไม่ใช่แค่รับใบคำร้องให้ช่วยแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์เปิดไม่ติดเพราะลืมเสียบปลั๊ก

นอกจากนี้ การบรรจุหน้าที่ความรับผิดชอบด้านการดูแลระบบรักษาความปลอดภัยลงในตำแหน่งงานอย่างเป็นระบบ ยังช่วยให้องค์กรสามารถรักษาศักยภาพนี้ไว้ได้ อีกทั้งยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้อีกเรื่อย ๆ และการลงทุนในด้านค่ายฝึกอบรมยังช่วยในการพัฒนาความภักดีต่อองค์กรของพนักงาน และลดการหมุนเวียนผัดเปลี่ยนของพนักงานที่ก่อให้เกิดช่องว่างทางทักษะได้ตั้งแต่เริ่ม

สร้างความยืดหยุ่นโดยไม่สร้างความซับซ้อน

จากทุกความท้าทายที่กล่าวมาในข้างต้น มีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่หนึ่งประการนั่นคือ ความซับซ้อน ขณะที่ SMB มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญในการรับมือให้ทันต่อสภาพแวดล้อมของภัยคุกคามที่มีการวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เครื่องมือและบุคลากรของพวกเขาจะจัดการได้ อีกทั้งการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์เข้ามาก็แทบจะไม่ได้แก้ปัญหานี้อยู่แล้ว ตรงกันข้ามมักจะทำให้ปัญหาฝังแน่นขึ้นอีก เป็นการเพิ่มปริมาณการแจ้งเตือนโดยใช่เหตุ รวมถึงเพิ่มภาระต่อการเชื่อมต่อระบบ และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดช่องโหว่ด้วย แนวทางที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าคือการรวมศูนย์ ด้วยการผสานการป้องกัน การตรวจจับ และการตอบสนอง และการตื่นตัวเข้าไว้ในแพลทฟอร์มเดียวที่ทีมงานขนาดเล็กสามารถบริหารจัดการได้จริง เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่มีหลากหลายรูปแบบที่ต่างก็พุ่งเป้ามายังองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ดังนั้น SMB จึงควรพิจารณาโซลูชันอย่าง Kaspersky Next Optimum ที่ให้การปกป้องแบบเรียลไทม์ พร้อมด้วยการมองเห็นภัยคุกคาม การตรวจจับ และความสามารถในการตอบสนอง ครอบคลุมทั้ง EDR และ XDR ที่ออกแบบมาสำหรับทีมงานขนาดเล็ก โดยองค์กรธุรกิจยังสามารถเลือกส่วนเสริมเพื่อยกระดับสู่การป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านโซลูชัน MXDR ที่ได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดีได้ ในกรณีที่พวกเขาขาดแคลนเวลาหรือทรัพยากรในการพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญภายในองค์กร

เมื่อความซับซ้อนลดลง ความยืดหยุ่นก็จะตามมา สถานการณ์การถูกโจมตีจะถูกจัดการได้ไวขึ้น ลดระยะเวลาดาวน์ไทม์ และทีมงานสามารถกลับมามีประสิทธิภาพในการทำงานเชิงรุกได้อีกครั้งแทนที่จะต้องทำงานแบบเชิงรับอย่างถาวร SMB สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมถึงวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กรได้ด้วย Kaspersky's expert guidance ที่พัฒนาขึ้นมาให้รองรับสภาพแวดล้อมการทำงานของแต่ละองค์กรโดยเฉพาะ ด้วยองค์ความรู้นี้พวกเขาสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำง