นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารพร้อมบริโภค ภายในศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งได้รับใบอนุญาตกิจการโรงงาน (รง.4) และเริ่มประกอบตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีเงินลงทุน 86 ล้านบาท และพนักงาน 26 คน ผลิตอาหารกล่อง อาหารเหลว และเครื่องดื่มสำเร็จรูป
โดยกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมประสาน ม.อ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดพื้นที่โรงงานแห่งนี้ ให้เอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์ ทั้งรับจ้างพัฒนาผลิตภัณฑ์และรับจ้างผลิต (ODM/OEM) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ผลักดันโรงงานเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารที่สร้างมูลค่าเพิ่ม จากสถาบันการศึกษาไปสู่การผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม ยกระดับภาคใต้สู่ฐานอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
"เราตั้งเป้าหมายเปลี่ยนผ่านงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง โดยให้เอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนรวม 156,079 ราย ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ที่มีศักยภาพในอาหารและอาหารทะเล อาหารฮาลาล เกษตรแปรรูป ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง ไม้และเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะสงขลามีผู้ประกอบการมากที่สุด 65,081 ราย สามารถเข้าถึงเครื่องจักร นักวิจัย เทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตได้ง่ายขึ้น"
สำหรับตลาดที่โรงงานมองเห็นโอกาสชัดเจนคือ อาหารสำหรับภาวะฉุกเฉินและอาหารทางการแพทย์ โดยอาหารพร้อมบริโภคมีคุณสมบัติสามารถเก็บได้นานกว่า 18 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็นและไม่ใช้วัตถุกันเสีย บรรจุภัณฑ์แข็งแรง กันน้ำได้ และทนแรงกระแทก เหมาะสำหรับเป็นเสบียงในพื้นที่ประสบภัยหรือภัยพิบัติ
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาอาหารทางการแพทย์ ในลักษณะอาหารปั่นเหลวพร้อมบริโภคสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้มีปัญหาการกลืน และผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีน สามารถรับประทานทางปากหรือให้อาหารผ่านสายยางได้ โดยมีมาตรฐานอาหารและยา(อย.) และฮาลาล เพื่อลดการนำเข้า เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบัน ม.อ. เริ่มทำตลาดกับโรงพยาบาลในภาคใต้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร้านค้า ร้านขายยา และกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปแล้ว
"ตามนโยบายนายกรัฐมนตรีและกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการผลักดันเกษตรมูลค่าสูง นำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาช่วยยกระดับผลผลิตทางการเกษตรช่วยทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน การอนุญาตออกใบอนุญาตโรงงานผลิตอาหารพร้อมทาน อาหารทางการแพทย์ จัดเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ซึ่งจะได้ประสานความร่วมมือเชิงบูรณาการงานกับกระทรวงต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อทำงานร่วมกันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมงานกับกระทรวงกลาโหม (กห.)ได้ เพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สำหรับให้ทหารในพื้นที่การสู้รบจะได้มีอาหารที่มีประโยชน์ รสชาติอร่อยรับประทาน หรือในยามวิกฤตต่าง ๆ สามารถนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยได้ทันที ซึ่งจะประหยัดเวลา และลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการตั้งโรงครัวทำอาหารแจกในภาวะวิกฤตได้ด้วย" นายวราวุธ กล่าว