ส่วนด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 69 สปภ. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสงเคราะห์ผู้ประสบภัยลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เพื่อสำรวจสภาพปัญหาและความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือจาก กทม. โดยผู้ประสบภัยจะได้รับการพิจารณาความช่วยเหลือตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนที่ประสบเหตุอัคคีภัย หรือเหตุสาธารณภัยอื่น ๆ สามารถขอรับความช่วยเหลือจาก กทม. ได้ทางโทรศัพท์สายด่วน 199 ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้าน นายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักการโยธา (สนย.) กทม. กล่าวว่า สนย. ได้เร่งประสานความร่วมมือในการตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงตรวจสอบโครงสร้างอาคาร เพื่อประเมินความมั่นคงแข็งแรงและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและยานพาหนะที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว โดยอาคารคลองถมเซ็นเตอร์เป็นอาคารโครงสร้างเหล็ก 3 ชั้น และได้รับใบรับรองการตรวจสอบอาคาร (ร.1) เลขที่ 1334/2568 ลงวันที่ 28 ก.ย. 68 มีผลใช้ได้ถึงวันที่ 13 ก.ย. 69 สนย. เร่งจัดส่งทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญร่วมกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และสำนักงานเขตพื้นที่ เข้าตรวจวัดค่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตที่ได้รับความร้อนสูง เพื่อประเมินสภาวะการทรุดตัว หรือโอกาสการพังทลาย พร้อมดำเนินการกั้นพื้นที่อาคารที่เกิดเหตุเป็นแนวเขตควบคุมความปลอดภัย โดยประสานสำนักงานเขตป้อมปราบฯ ติดป้ายห้ามเข้าอาคารและตั้งแนวกั้นระยะปลอดภัยโดยรอบ เพื่อป้องกันอันตรายแก่ประชาชนและยานพาหนะที่สัญจรไปมา ทั้งนี้ สำนักงานเขตฯ ได้กำหนดให้บริเวณดังกล่าวเป็นเขตเพลิงไหม้ ตามประกาศสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ลงวันที่ 29 ส.ค. 69 เรื่อง กำหนดเขตเพลิงไหม้ โดยห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารในเขตเพลิงไหม้ภายใน 45 วันนับแต่วันที่เกิดเพลิงไหม้ และให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นพิจารณาว่าสมควรจะมีการปรับปรุงเขตเพลิงไหม้หรือไม่ พร้อมเสนอความเห็นและแผนที่สังเขปแสดงแนวเขตเพลิงไหม้ต่อคณะกรรมการควบคุมอาคารภายใน 15 วันนับแต่วันที่เกิดเพลิงไหม้ เพื่อให้คณะกรรมการควบคุมอาคารพิจารณาดำเนินการต่อไป ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการปฏิบัติในการควบคุมการก่อสร้างอาคารในเขตเพลิงไหม้ พ.ศ. 2543
ขณะเดียวกัน สนย. ได้ประสาน 50 สำนักงานเขตจัดทำแผนตรวจสอบอาคารพาณิชย์ ตลาดสด และอาคารเก็บสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ โดยเน้นประเมินระบบทนไฟและความร้อนของอาคาร
โครงสร้างเหล็ก โดยเฉพาะพื้นที่ตลาดเก่าและย่านการค้าที่มีความหนาแน่น เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันอัคคีภัยเชิงรุก ให้การเข้าถึงพื้นที่และการดับเพลิงเป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงสร้างความมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สำหรับอาคาร 9 ประเภทที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคารตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ประกอบด้วย อาคารสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป (8 ชั้นขึ้นไป) อาคารขนาดใหญ่พิเศษที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) ขึ้นไป อาคารชุมนุมคนที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตร.ม. ขึ้นไป หรือรองรับคนได้ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ ละคร หรือสถานที่แสดงอื่น ๆ โรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป สถานบริการที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตร.ม. ขึ้นไป อาคารชุด หรืออาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่รวมตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ขึ้นไป อาคารโรงงานที่สูงเกิน 1 ชั้น และมีพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตร.ม. ขึ้นไป และป้ายขนาดใหญ่ที่มีความสูงจากพื้นตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตร.ม. ขึ้นไป รวมถึงป้ายบนหลังคา หรือดาดฟ้าที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 25 ตร.ม. ขึ้นไป ทั้งนี้ เจ้าของอาคารต้องจัดให้มีการตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปี และการตรวจสอบประจำปีในปีระหว่างนั้น เพื่อยื่นรายงานขอรับใบรับรองการตรวจสอบอาคาร (แบบ ร.1) จากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
นอกจากนี้ สนย. จะบังคับใช้กฎหมายรวมถึงการประชาสัมพันธ์ ให้มีการตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัยในย่านการค้าหนาแน่น ทั้งระบบสปริงเกอร์ บันไดหนีไฟ ป้ายบอกทาง อุปกรณ์ดับเพลิง และระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่เจ้าของอาคารและผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวทางการดูแลโครงสร้างและระบบความปลอดภัยของอาคาร เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด