ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า ความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องของความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในระยะยาว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องแปลงเป้าหมายระดับโลก เช่น กรอบงาน UAE Framework for Global Climate Resilience และตัวชี้วัด Belem Adaptation Indicators จากการประชุม COP30 มาปรับใช้เป็นกรอบในการกำหนดทิศทาง วางแผน และติดตามความก้าวหน้าด้านการปรับตัว ให้เข้ากับบริบทของประเทศ โดยดำเนินการครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์
แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ พ.ศ. 2569-2573 ถือเป็นกลไกสำคัญในการแปลงกรอบ NAP ไปสู่การดำเนินงานในแต่ละสาขา โดยเปลี่ยนกรอบทิศทางด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติจริง กำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดใน 6 สาขาสำคัญ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปบูรณาการร่วมกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณ ตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการติดตาม ประเมินผล รายงาน และการเรียนรู้ (Monitoring, Evaluation, Reporting and Learning: MERL) โดยกรมฯ เป็นหน่วยงานกลางให้การสนับสนุนและประสานการขับเคลื่อน มุ่งเน้นการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลดความเสี่ยงและความสูญเสียของประชาชน การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว และการสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ อีกทั้ง ระบบการติดตามผลกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี (Biennial Transparency Report: BTR) และกรอบการรายงานภายใต้ UNFCCC เพื่อยกระดับความก้าวหน้าด้านการปรับตัวของประเทศให้เป็นระบบ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสามารถนำข้อมูลจากการดำเนินงานในระดับสาขาและระดับพื้นที่มาประกอบการติดตามความก้าวหน้าของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถนำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ ไปดำเนินการในแต่ละสาขาและพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (GGGI) ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานด้านการปรับตัว ดังนั้น ความสำเร็จของแผนฉบับนี้ไม่ได้วัดจากความสมบูรณ์ของเล่มรายงาน แต่วัดจากการนำไปปฏิบัติที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประชาชนในพื้นที่ได้จริง โดยกรมฯ พร้อมร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขาของประเทศไทย เชื่อมกับเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกสู่การดำเนินงานในทุกระดับ