กทม. เตรียมพร้อมจัดทำ "แผนปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อ" รับแนวทาง คกก.โรคติดต่อแห่งชาติ - สธ. กำหนด

นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังของ กทม. รวมถึงมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้เป็นไปตามแนวทางที่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดว่า สนพ. ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักอนามัย (สนอ.) กรมควบคุมโรค สธ. และเครือข่ายสถานพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อบูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ให้สอดรับกับนโยบายของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ โดยกำหนดมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุก การคัดกรองผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง การแจ้งเตือนภัยทางสาธารณสุข และการจัดตั้งระบบรายงานสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการเข้าถึงพื้นที่และควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที ประกอบกับวางแนวทางปฏิบัติของโรงพยาบาลในสังกัดฯ เตรียมพร้อมทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ หอผู้ป่วย อุปกรณ์การรักษา เวชภัณฑ์ และยาที่จำเป็นสำหรับรองรับการรักษาผู้ป่วยทั้ง 4 โรคเป็นการเฉพาะ ประกอบด้วย (1) โรคลีเจียนแนร์ เตรียมระบบตรวจวินิจฉัยเชื้อทางห้องปฏิบัติการ ตรวจสอบระดับคลอรีนตกค้างของน้ำในบ่อพักทุกวัน และหมั่นดูแลทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ (2) โรค SFTS เฝ้าระวังและจัดระบบคัดกรองผู้ป่วยที่มีไข้ร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ โดยเฉพาะผู้มีประวัติสัมผัสเห็บ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง (3) โรคติดเชื้อไวรัส RSV เตรียมความพร้อมแผนกกุมารเวชกรรม เวชบำบัดวิกฤตเด็ก (PICU) และอุปกรณ์ช่วยหายใจเพื่อรองรับกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ และ (4) โรคงูสวัด จัดเตรียมเวชภัณฑ์ยาต้านไวรัส ยาบรรเทาอาการปวด และให้บริการวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดตามแนวทางการรักษามาตรฐานพร้อมทั้งได้จัดทำระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในการบันทึก ติดตาม และเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยทั้ง 4 โรคอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยัง สธ. ตามเกณฑ์ที่กำหนด

Tuesday 22 September 2026 14:43

นอกจากนี้ ยังได้รณรงค์ส่งเสริมการสร้างความรับรู้และส่งเสริมความเข้าใจผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ ภายในโรงพยาบาล และการลงพื้นที่ของกลุ่มงานอาชีวอนามัยของโรงพยาบาลฯ โดยเน้นย้ำข้อปฏิบัติตน ได้แก่ (1) การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัดหรือมีอาการป่วยทางเดินหายใจ (ป้องกัน RSV) (2) การดูแลสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษาสภาพแวดล้อม Clean & Green ล้างทำความสะอาดระบบจ่ายน้ำ อุปกรณ์ทำความเย็น และหอผึ่งเย็น (Cooling Tower) เพื่อลดการสะสมของเชื้อลีเจียนแนร์ และ (3) การป้องกันตนเองในพื้นที่เสี่ยง สวมใส่เสื้อผ้าชิดรัดกุมและใช้สารดีดกันแมลงเมื่อต้องเข้าป่าหรือพื้นที่พงหญ้าเพื่อป้องกันเห็บกัด (ป้องกัน SFTS) รวมถึงรณรงค์ส่งเสริมให้กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และกลุ่มเสี่ยง เข้ารับการปรึกษาแพทย์ เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรค (เช่น วัคซีนงูสวัด และวัคซีนตามฤดูกาล) และสังเกตอาการตนเอง หากมีไข้สูง ผื่น รอยแผลผิดปกติ หรือหายใจหอบเหนื่อย ให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว หากสงสัยในอาการเจ็บป่วยสามารถพบแพทย์ผ่านทาง Telemedicine แอปพลิเคชัน "หมอ กทม." เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว หรือปรึกษาเรื่องสุขภาพ โทร. HOTLINE 1646 สายด่วนสุขภาพ สนพ. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านนางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวด้วยว่า สนอ. ได้ติดตามประกาศ หลักเกณฑ์ นิยามโรค และแนวทางการเฝ้าระวัง รายงานและสอบสวนโรคที่กรมควบคุมโรคกำหนด นำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของกรุงเทพมหานคร และประสานหน่วยงานและเครือข่ายสถานพยาบาลในพื้นที่ให้มีความพร้อมในการตรวจจับ รายงาน และสอบสวนโรค โดยทีมตระหนักรู้สถานการณ์ (SAT) จะติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยง แจ้งเตือน และเสนอแนวทางดำเนินการต่อผู้บริหารและคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร พร้อมจัดทำข้อมูลสื่อสารไปยังหน่วยบริการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน สนพ. และ สนอ. จะทบทวนความพร้อมด้านการคัดกรอง วินิจฉัย ดูแลรักษา ส่งต่อ และป้องกันควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาล พร้อมทั้งการจัดเก็บและรายงานข้อมูลผู้ป่วยตามแนวทางของ สธ. ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จะประสานสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค และห้องปฏิบัติการอ้างอิงของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือหน่วยงานที่กำหนดเพื่อให้สามารถเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจ เพื่อยืนยันการวินิจฉัยได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณามาตรการตามลักษณะเฉพาะของโรคแต่ละชนิด โดย กทม. จะสื่อสารความรู้เกี่ยวกับอาการ ปัจจัยเสี่ยง วิธีป้องกัน และข้อแนะนำในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ โดยปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับโรคและกลุ่มเป้าหมาย เช่น ประชาชนทั่วไป ชุมชน สถานศึกษา ศูนย์เด็กเล็ก สถานดูแลผู้สูงอายุ โรงแรม สถานประกอบการ และสถานพยาบาล รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์และคำแนะนำผ่านช่องทางของ กทม. และเครือข่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเฝ้าระวังและป้องกันโรคได้อย่างเหมาะสม