SCB FM มองเงินบาทอาจอ่อนค่าต่อในปีหน้า จากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวแบบ K-shape ดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง และการเลือกตั้งต่างประเทศที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อตลาดการเงินโลก

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทในเดือนที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าตามการแข็งค่าของดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การปรับสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความกังวลด้านการเมืองและการคลังในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ขณะที่ความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่านยังส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวนเป็นระยะ อย่างไรก็ดี เงินบาทยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกไทยที่ขยายตัวดีกว่าคาด และแรงกดดันด้านราคาน้ำมันที่เริ่มผ่อนคลายลงตามอุปทานน้ำมันดิบที่ออกมาจากอ่าวเปอร์เซียได้มากขึ้น โดย SCB FM มองว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 33.25-33.85 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ก่อนเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าอีกครั้งในปี 2027 จาก US Treasury yields ที่ยังอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีลักษณะ K-shaped

Friday 9 October 2026 16:28
SCB FM มองเงินบาทอาจอ่อนค่าต่อในปีหน้า จากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวแบบ K-shape ดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง และการเลือกตั้งต่างประเทศที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อตลาดการเงินโลก

นายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทเดือนที่ผ่านมาผันผวนลดลงและวิ่งในกรอบแคบขึ้น แต่สถานการณ์ต่างประเทศ ทั้งสงครามอิหร่านและอัตราดอกเบี้ยโลกยังเป็นปัจจัยหลักที่กระทบบาท โดยเงินบาทผันผวนตามราคาน้ำมันดิบที่ยังเหวี่ยง แม้การขนส่งน้ำมันจากอ่าวอาหรับจะปรับเพิ่มขึ้นมากแล้ว นอกจากนี้ บาทยังอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณว่ายังมีความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ และอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวต่ออีกระยะหนึ่ง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะระยะยาวปรับสูงขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลต่อปัญหาการขาดดุลการคลังและปริมาณพันธบัตรที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก นอกจากนี้ ความกังวลด้านการเมืองและการคลังของฝรั่งเศสยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันค่าเงินยูโร และส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และดันให้บาทอ่อนค่าลงด้วย อย่างไรก็ดี เงินบาทได้แรงหนุนจากเลขส่งออกไทยเดือน ส.ค. ที่โตสูงกว่าคาด ทำให้การขาดดุลการค้าลดลง

ในระยะสั้นเงินบาทอาจอ่อนค่าต่อได้ แต่โอกาสที่จะอ่อนค่าแรงลดลงแล้ว เพราะถึงแม้สงครามอาจปะทุเป็นบางช่วง แต่ความรุนแรงน่าจะทยอยลดลงช่วงปลายปี กอปรกับอุปทานน้ำมันที่ฟื้นกลับขึ้นมามาก ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นแรงมีน้อยลง สำหรับประเด็นภาษีนำเข้า มองว่าสหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเพิ่มภายใต้มาตรา 301 กดดันบาทอ่อนค่าได้ในเดือนนี้ นอกจากนี้ การเลือกตั้งสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. อาจทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ในช่วงนี้ ขณะที่ดุลการค้าไทยอาจยังขาดดุลในระยะสั้น ก่อนปรับดีขึ้นช่วงปลายปี จึงประเมินกรอบเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่ 33.25-33.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับมุมมองในปี 2027 มองว่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่าได้อีก โดย SCB FM ประเมินค่าเงินบาทที่ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีหน้า และอาจอ่อนค่าไปใกล้ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 3 ก่อนทยอยกลับมาแข็งค่าเล็กน้อยช่วงปลายปี ปัจจัยสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงหรือมีลักษณะ K-shaped recovery โดยการเติบโตยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ เป็นสำคัญ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศและตลาดแรงงานบางส่วนยังฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า ส่งผลให้ กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% และทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศยังเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะถัดไป สำหรับปัจจัยที่อาจช่วยพยุงเงินบาทในปีหน้า นายแพททริกมองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาด (SCB FM คาด 1 ครั้ง ตลาดคาด 3 ครั้ง) และรัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะปิดทำการ (Shutdown) ในช่วงสั้น ๆ ที่ยังตกลงเรื่องงบดุลของรัฐไม่ได้ ทำให้ดอลลาร์อาจอ่อนค่าในช่วงนั้น และอีกปัจจัยสำคัญคือ มองว่าสงครามน่าจะคลี่คลายในปีหน้า ทำให้ราคาน้ำมันกลับสู่ระดับปกติ

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับขึ้นแรงจนแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ จากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ภาครัฐต้องออกพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้นในระยะต่อไป การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ระดมทุนเพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI รวมถึงความกังวลต่อเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง ในระยะต่อไปมองว่า US Treasury yield curve มีแนวโน้มชันขึ้น (Steepening) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี อาจทยอยลดลงสู่ระดับ 4.15-4.35% ปลายปี 2027 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจชะลอลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี มีโอกาสลดลงได้จำกัดและยังอยู่ในระดับสูงที่ 4.70-4.90% ปลายปีหน้า จากแรงกดดันด้านการคลัง อุปทานพันธบัตรที่สูง และแนวโน้ม Neutral rate ที่อาจปรับสูงขึ้นในระยะยาวตามการประยุกต์ใช้ AI ที่อาจทำให้ productivity ในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น

สำหรับการเลือกตั้งสหรัฐฯ มองว่า Base case คือพรรค Democrats สามารถควบคุมสภาคองเกรสได้อย่างน้อยหนึ่งสภา ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทรัมป์ถูกถ่วงดุลมากขึ้น ส่งผลให้นโยบายการคลังใหม่ดำเนินได้ยาก จึงอาจทำให้การใช้จ่ายภาครัฐลดลง ขณะที่การดำเนินนโยบายด้านภาษีนำเข้า (tariffs) จะยังทำได้ผ่านการใช้อำนาจของประธานาธิบดี จึงจะช่วยเพิ่มรายได้ภาครัฐ ด้วยเหตุนี้จึงมีโอกาสกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลงได้บ้าง โดยให้ความน่าจะเป็นกรณี Democrat Sweep ไว้ที่ 55% และกรณี Democrats ครองสภาล่าง ส่วน Republicans ครองวุฒิสภา 35% อย่างไรก็ดี หากเกิดกรณี Republican Sweep ซึ่ง SCB FM ประเมินความน่าจะเป็นไว้ราว 10% จะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสูง (Upside risk) ต่อทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ในระยะแรก เนื่องจากตลาดอาจกังวลว่าการดำเนินนโยบายลดภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มเติมจะส่งผลให้การขาดดุลการคลังเพิ่มสูงขึ้นอีก และอาจทำให้ Yield curve เกิดภาวะ Bear steepening ได้

เดือนที่ผ่านมา เงินยูโรอ่อนค่าแรงเพราะยุโรปเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนด้านการเมือง โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งนักลงทุนกังวลว่าการเปลี่ยนรัฐบาลในปีหน้า อาจทำให้การขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสและส่วนต่างผลตอบแทนเมื่อเทียบกับเยอรมนี (OAT-Bund spread) ผันผวนสูง สำหรับการเลือกตั้งฝรั่งเศส หากกลุ่ม Far-right หรือ Far-left ได้รับชัยชนะ ตลาดอาจกังวลต่อแนวทางการคลังและความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU) มากขึ้น ส่งผลให้ OAT spread มีแนวโน้มกว้างขึ้น และกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าได้ ขณะที่กรณี Centrist หรือ Status quo จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการเมือง ทำให้ OAT spread มีโอกาสแคบลงและหนุนให้เงินยูโรฟื้นตัวได้บ้าง แม้ความท้าทายด้านการคลังจะยังคงอยู่ก็ตาม