ด้านตราสารหนี้และโภคภัณฑ์ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลง 15 bps อยู่ที่ระดับ 5.10% หลังแรงขายหุ้นกลุ่ม AI ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนบอนด์ยีลด์ไทย อายุ 10 ปี ปรับลดลง 5.7 bps อยู่ที่ 2.31% และราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 4.9% อยู่ที่ 109.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาทองคำปรับลดลง 0.7% อยู่ที่ 4,167 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้จะมีแรงซื้อกลับในช่วงปลายสัปดาห์
Krungthai CIO คงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแบบ Slightly Overweight ในระยะกลาง เน้นกลยุทธ์ Barbell ในพอร์ตการลงทุนหลัก คู่หุ้นเติบโตคุณภาพสูงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กับกลุ่ม Healthcare ที่ได้ แรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจบริหารจัดการด้านสุขภาพและนวัตกรรม Pharma/MedTech เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยไม่ต้องลดสัดส่วนหุ้นเติบโตทั้งหมด ขณะที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor ซึ่งมีความผันผวนสูง ยังคงเป็นกลุ่มหุ้นเด่นที่แนะนำให้ทยอยสะสมเป็นระยะ หลังผลประกอบการของ TSMC และ ASML ยืนยันความแข็งแกร่งของ AI Investment Cycle
ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานยังเป็นทางเลือกป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่วนทองคำยังเป็นสินทรัพย์สำคัญสำหรับกระจายความเสี่ยงในระยะยาว โดยมีแนวรับที่ 3,900 - 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับตราสารหนี้ แนะบริหารแบบ Short-to-Medium Duration ในตราสารคุณภาพสูง เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย โดยมอง บอนด์ยีลด์ สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่สูงกว่า 5.00% เป็นจังหวะทยอยสะสม และหากปรับขึ้นสู่ระดับ 5.30 - 5.35% สามารถพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเชิงรุก เพื่อล็อกผลตอบแทนระยะยาว
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และแนวโน้ม AI Capex ตัวเลขเศรษฐกิจจีน เศรษฐกิจสหรัฐ ดัชนี PMI ของประเทศเศรษฐกิจหลัก และการประชุมของธนาคารกลาง ทั้ง การประชุม FOMC,ECB BOJ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านการคลัง และเสถียรภาพตลาดในระยะต่อไป