เมืองทองธานี วางโมเดลเมืองอัจฉริยะ ที่เริ่มจาก "คน" สร้างระบบนิเวศเมือง เชื่อมคน-ชุมชน-ธุรกิจสู่เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

เมืองทองธานี มุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะจากวิสัยทัศน์สู่การขับเคลื่อน "คน" และ "เศรษฐกิจฐานราก" ย้ำแนวคิด "Live-Work-Play-Learn" เดินหน้าสร้างระบบนิเวศเมืองที่เชื่อม "คน-ชุมชน-เศรษฐกิจ"ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Thursday 22 October 2026 16:11
เมืองทองธานี วางโมเดลเมืองอัจฉริยะ ที่เริ่มจาก "คน" สร้างระบบนิเวศเมือง เชื่อมคน-ชุมชน-ธุรกิจสู่เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด(มหาชน) ผู้บริหารและพัฒนาโครงการเมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต กล่าวว่า แนวทางสำคัญของการขับเคลื่อนเมืองทองธานีสู่การเป็น "เมืองอัจฉริยะ" (Smart City) ที่น่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน ภายใต้แนวคิด "Live-Work-Play-Learn" ที่เทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้มีไว้เพื่อความทันสมัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกสร้างการเติบโตในทุกมิติทั้งทักษะความรู้ และเศรษฐกิจของระบบนิเวศเมืองที่ยั่งยืนร่วมกัน

การขับเคลื่อนคนในเมืองอัจฉริยะแห่งนี้ เริ่มต้นจากภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นส่วนเล็ก ๆ แต่คือหัวใจสำคัญของเมือง ด้วยการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากร ผ่านโครงการและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนในองค์กรได้แสดงศักยภาพและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ อาทิ โครงการประกวดนวัตกรรม(Routine to Innovation:R2i) เป็นต้น ก่อนต่อยอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ไปสู่ชุมชน ผ่านโครงการพัฒนาทักษะ การสร้างโอกาสในการทำงาน เชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ากับระบบเศรษฐกิจในวงกว้างขึ้น

หนึ่งในโครงการสำคัญด้านการขับเคลื่อน "คนในเมือง" คือ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่มีการจัดหลักสูตรระยะสั้น มุ่งเพิ่มทักษะดิจิทัล และทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ให้แก่ผู้พักอาศัยและคนในชุมชนเมืองทองธานี ขณะเดียวกันยังมีโครงการร้านเด็ดเมืองทอง ทำหน้าที่เชื่อมโยงร้านอาหารยอดนิยมที่มีมาตรฐานสูงในชุมชนเข้ากับกลุ่มผู้จัดงาน และผู้จัดแสดงสินค้าภายในศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการและเม็ดเงินหมุนเวียนให้แก่เศรษฐกิจในพื้นที่

"เราเชื่อว่า เมืองอัจฉริยะ ไม่ได้วัดกันที่ศักยภาพด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่คือศักยภาพของคนด้วย เราจึงเริ่มต้นขับเคลื่อนจากภายใน ด้วยการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้แข็งแรง เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ โอกาสสู่ผู้คนในชุมชน และค่อยๆ ขยายสู่โครงข่ายต่อไป เพื่อสะท้อนแนวคิดการสร้างระบบนิเวศให้ "ผู้คนในเมืองทองธานี" ด้วยศักยภาพที่แข็งแรง เสริมสร้างโอกาสชุมชน การเติบโตทางธุรกิจ ตลอดจนความมั่งคั่ง ทางเศรษฐกิจท้องถิ่นให้สามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนที่แท้จริง"

อีกโครงการสำคัญ คือ โครงการส่งเสริมสินค้า GI (Geographical Indication Product) ต่อยอดวิสัยทัศน์สู่การดำเนินการจริงผ่านโมเดลกระจายรายได้ระดับประเทศ โดยเมืองทองธานีจับมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาและหอการค้าไทย นำสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) จาก 33 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น กล้วยไข่กำแพงเพชร, กาแฟเทพเสด็จ เชียงราย, ฝรั่งสามพราน นครปฐม เป็นต้น เข้าสู่ช่องทางค้าปลีกอย่างตลาดสดรวมใจ คอสโม บาซาร์ เชื่อมโอกาสของเกษตรกรไทยเข้ากับกำลังซื้อของผู้บริโภคในเมืองโดยตรง และต่อยอดไปสู่การสร้างฐานข้อมูลสินค้า GI เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงาน สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจให้กับเครือข่ายชุมชนในระยะยาว

นายพอลล์ ย้ำว่า ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางของการพัฒนา เมืองทองธานีสู่เมืองอัจฉริยะที่เชื่อมโยง ตั้งแต่การพัฒนาคน การสร้างโอกาสให้ชุมชน การสนับสนุนผู้ประกอบการไปจนถึงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

นางสาวทมิตา จงสวัสดิ์วรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลองค์กร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด(มหาชน) ขยายความว่า แนวคิดดังกล่าวเริ่มต้นจากการพัฒนาคนภายในองค์กร โดยโครงการประกวดนวัตกรรม (Routine to Innovation:R2i) ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม และเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ได้ร่วมกันพัฒนาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่จากประสบการณ์และความท้าทายในงานประจำ เพื่อนำแนวคิดที่เกิดขึ้นไปต่อยอด และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร

ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน IMPACT keepMe ขึ้น ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารพนักงานรายวัน ที่เชื่อมโยงทุกขั้นตอนของการบริหารกำลังคนไว้ในระบบเดียวตั้งแต่ค้นหางาน สมัครงาน จัดตารางงาน บันทึกเวลาเข้าออกงาน ไปจนถึงการจ่ายเงินเดือน รองรับทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษาและผู้คนในชุมชนเมืองทองธานี

ปัจจุบัน IMPACT keepMe ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนมีฐานข้อมูลผู้หางานกว่า 43,000 คน ซึ่งช่วยสร้างฐานกำลังคนขนาดใหญ่และเพิ่มความสามารถในการจัดสรรบุคลากรให้สอดรับกับความต้องการในธุรกิจไมซ์

นางสาวทมิตา กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนา IMPACT keepMe ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริหารจัดการกำลังคนภายในองค์กรแต่ยังต่อยอดความร่วมมือไปสู่สถาบันการศึกษา ชุมชน โดยนำข้อมูลเชิงลึกด้านทักษะและความต้องการของตลาดแรงงานมาใช้ประกอบการวางแผนหลักสูตรและการพัฒนาบุคลากร ล่าสุดได้ต่อยอดสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดโครงการ IMPACT Rise Up เวทีประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ระดับประเทศให้น้อง ๆ นักศึกษาอาชีวะ ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ พร้อมเรียนรู้จากการทำงานจริง ผ่านโจทย์จริง เพื่อร่วมพัฒนาธุรกิจไทยไปด้วยกัน

เมืองทองธานี วางโมเดลเมืองอัจฉริยะ ที่เริ่มจาก "คน" สร้างระบบนิเวศเมือง เชื่อมคน-ชุมชน-ธุรกิจสู่เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน