Krungthai CIO ชี้ตลาดผันผวนจากการลงทุนAI-ราคาน้ำมันพุ่ง แนะกลยุทธ์ Barbell กระจายความเสี่ยง

Krungthai CIO ชี้สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนจากแรงขายทำกำไร ท่ามกลางความกังวลผลตอบแทนการลงทุน AI และราคาน้ำมันพุ่ง แต่ยังมองบวกระยะกลาง จากความต้องการ AI ที่แข็งแกร่งและแนวโน้มกำไรที่ยังไม่เปลี่ยน แนะ Buy on Dip หรือรอทยอยสะสมเมื่อตลาดย่อตัว ไม่ไล่ราคา ควบคู่กลยุทธ์ Barbell ลงทุนหุ้นเติบโตคุณภาพดีและหุ้นกลุ่มสุขภาพ เพื่อกระจายความเสี่ยง

Tuesday 27 October 2026 12:47
Krungthai CIO ชี้ตลาดผันผวนจากการลงทุนAI-ราคาน้ำมันพุ่ง แนะกลยุทธ์ Barbell กระจายความเสี่ยง

ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 26 - 30 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแบบผสมผสาน โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.5% Nasdaq ลดลง 0.7% ขณะที่ Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.4% จากแรงกดดันในหุ้นกลุ่ม Technology และ Semiconductor ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นปรับลดลง ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามฟื้นตัวราว 4% จากการหมุนเวียนเงินลงทุน

ด้านตราสารหนี้ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลงราว 8 bps สู่ระดับ 5.00% หลังจากปรับขึ้นเหนือระดับ 5.14% ในระหว่างสัปดาห์ จากแรงขายหุ้น AI ที่กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ลดลงราว 1.1 bps สู่ 2.30% จากความกังวลต่อภาวะตึงเครียดทางการเงิน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 6.2% สู่ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง ด้านทองคำปรับลดลง 4.1% สู่ 3,996 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและคาดการณ์ดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ซึ่งลดแรงหนุนจากความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยระยะสั้น

Krungthai CIO แนะนำคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแบบ Slightly Overweight ในระยะกลาง แต่เพิ่มความระมัดระวัง โดยมองจังหวะปรับฐานของหุ้นกลุ่ม Technology และ Semiconductor เป็นโอกาสทยอยสะสม หุ้นที่มีความผันผวนสูง แบบแบ่งจังหวะ พร้อมใช้กลยุทธ์ Barbell จัดพอร์ตระหว่างหุ้นเติบโตคุณภาพดี ควบคู่กลุ่ม Healthcare ที่ได้แรงหนุนจากเทคโนโลยีทางการแพทย์และนวัตกรรมใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการเติบโตของธุรกิจ AI เพียงกลุ่มเดียว และยังมองหุ้นเวียดนามเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยง ขณะที่หุ้นพลังงานช่วยป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
ส่วนทองคำยังเหมาะสำหรับกระจายความเสี่ยงระยะยาว โดยมีแนวรับที่ 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุด 3,900 ดอลลาร์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลดลงในระยะสั้น ด้านตราสารหนี้ เน้นลงทุนในตราสารคุณภาพสูงอายุสั้นถึงกลาง เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและจำกัดความผันผวน โดยมองบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่สูงกว่า 5.00% เป็นจังหวะเริ่มทยอยสะสม และพิจารณาเพิ่มสัดส่วนลงทุนเชิงรุกเมื่อแตะ 5.30-5.35% โดยเฉพาะผู้ลงทุนที่รับความผันผวนได้สูง เพื่อรับผลตอบแทนระยะยาว สำหรับกองทุนที่แนะนำ คือ Krungthai World Class Series (KTWC) ที่กระจายการลงทุนทั่วโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก บลจ. Fidelity เป็นผู้จัดการกองทุน

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ Alphabet, Microsoft และ Amazon รวมถึงแนวโน้มการลงทุนด้าน AI และการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ตุลาคม การประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 28 ตุลาคม การประชุม ECB วันที่ 28-29 ตุลาคม และการประชุม BOJ วันที่ 29-30 ตุลาคม รวมถึงตัวเลข GDP Q3 และเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 29-30 ตุลาคม รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย นโยบายการคลัง และความผันผวนของตลาดในระยะต่อไป