นางสาวสุธาสินี หมื่นละม้าย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการลงทุน นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี พร้อมด้วย นายพชร รอดสมบูรณ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.พริมา มารีน (PRM) ร่วมพบปะและนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และทิศทางธุรกิจแก่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุน ในงาน Analyst Meeting และ Opportunity Day ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ณ ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทฯ
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 8,746.5 ล้านบาท และสามารถทำกำไรสุทธิได้ 2,283.7 ล้านบาท ผลงานดังกล่าวสะท้อนถึงพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ แม้ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะภาวะเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว และปัญหาข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงครึ่งปีหลัง แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาระดับการทำกำไรไว้ได้ในระดับสูง โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มธุรกิจ OSV ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนและชดเชยผลกระทบจากปัจจัยภายนอกได้อย่างรวดเร็ว
ในส่วนของรายละเอียดและกลยุทธ์การดำเนินงานในแต่ละกลุ่มธุรกิจตลอดปี 2568 มีความโดดเด่น ดังนี้
ธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (Offshore Support Vessel "OSV") ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ ในปีนี้ โดยกวาดรายได้สูงถึง 1,368.9 ล้านบาท เติบโตถึง 48.9% และมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 37.9% ความสำเร็จนี้มาจากการนำเรือลำใหม่เข้าปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องถึง 7 ลำ ซึ่งทั้งหมดให้บริการภายใต้สัญญาเช่าเหมาลำระยะยาว (Long-term charter contracts) ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี
ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (Petroleum and Chemical Tankers "PCT") แม้จะได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทชายแดนและเหตุอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี แต่บริษัทฯ พลิกวิกฤติด้วยการปรับเส้นทางเจาะตลาดต่างประเทศอื่นๆ ทันที ส่งผลให้อัตราการใช้เรือ (Utilization Rate) ตลอดทั้งปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นเป็น 92.2% จาก 90.2% ในปี 2567 ช่วยรักษาการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจนี้ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ (Crude Oil Carrier "COC") แม้ภาพรวมรายได้จะลดลงจากการนำเรือ Aframax ไปดัดแปลงเป็นเรือ FSO เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ OSV แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างรัดกุม ผ่านการเจรจาปรับลดค่าใช้จ่ายค่าเช่าเรือแบบผันแปรย้อนหลัง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เฉลี่ยทั้งปีดีขึ้น
ธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (Floating Storage Unit "FSU") รับอานิสงส์จากความต้องการกักเก็บน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ดันให้อัตราการใช้เรือตลอดทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะ 85.7% จาก 77.7% ในปีก่อน แม้จะมีการขายเรือเก่าและรอรับเรือใหม่มาทดแทนในช่วงต้นปี แต่ยังสามารถรักษาระดับกำไรขั้นต้นไว้ได้สูงถึง 1,404.1 ล้านบาท
ธุรกิจตัวแทนสายเดินเรือและจัดการขนส่ง (Ship Agent and Shipping "SAS") โชว์ผลงานโดดเด่นด้วยรายได้รวม 186.6 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของกิจกรรมนำเข้า-ส่งออก รวมถึงการรับรู้รายได้เต็มปีจากการเข้าซื้อกิจการ บริษัท วี.ซี. ชิปปิ้ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการบริการอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังอัปเดตสถานการณ์กองเรือของบริษัทฯ ที่ให้บริการในพื้นที่ตะวันออกกลาง ยังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงเรือในธุรกิจขนส่งน้ำมันดิบ VLCC จำนวน 2 ลำ อยู่ระหว่างการขนส่งน้ำมันดิบกลับสู่ประเทศไทย ณ วันที่บริษัทฯ จัดกิจกรรม ในขณะที่ภาพรวมทุกรายธุรกิจของบริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงร่วมถาม-ตอบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ ประเมินว่าอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเลจะยังคงได้รับปัจจัยบวก สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีการขยายตัวของสังคมเมืองและภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ปี 2569 จะเป็นปีที่ PRM เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้ประจำ (Recurring Income) จากสัญญาเช่าเหมาลำระยะยาวของกลุ่มเรือ OSV แบบเต็มปีเป็นครั้งแรก เมื่อผสานกับโครงสร้างธุรกิจเดิมที่แข็งแกร่งและมาตรฐานการบริการระดับสากล บริษัทฯ จึงมีความพร้อมเต็มพิกัดในการรุกขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อยกระดับองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลชั้นนำในระดับสากล และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่นักลงทุนในระยะยาว