นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยได้รับปัจจัยหนุนชั่วคราวจากการที่สหรัฐฯ ประกาศขยายเส้นตายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน เป็นวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาผ่านตัวกลาง ขณะที่ปัจจัยกดดันหลักยังคงมาจากต้นทุนพลังงานในภาคธุรกิจที่ทรงตัวในระดับสูง หลังมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs โดยคาดการณ์กรอบดัชนีที่ 1,420-1,480 จุด
ขณะที่ปัจจัยในประเทศได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์ FTA เดือนม.ค. 2569 ทางกรมการค้าต่างประเทศรายงานว่าเติบโต 6.55% คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,614.65 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงความชัดเจนของมาตรการ "คนละครึ่ง" เฟสใหม่และการเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล
นอกจากนี้ ธปท. ยังยืนยันว่าประเทศไทยไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้เงินเฟ้อจะหลุดกรอบเป้าหมาย 1-3% จากราคาพลังงานและอาหารสดกดดัน พร้อมระบุสงครามตะวันออกกลางกระทุ้งเงินเฟ้อทั่วไปจ่อกลับเข้ากรอบเร็วกว่าคาด จากเดิมครึ่งหลังปี 2570 ตามราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม หลังจากเกิดเหตุโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน "อัลทูรา" ของตุรกีในทะเลดำ และคำเตือนจากนายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่ระบุว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านอาจสร้างความเสียหาย ต่อห่วงโซ่การผลิตโลกในระดับเดียวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สอดคล้องกับรายงานของ ADB ที่ประเมินว่าความขัดแย้งนี้อาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกลดลงถึง 1.3% และดันเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นหากยืดเยื้อนานกว่า 1 ปี เมื่อเริ่มสัปดาห์นี้ประเด็นนี้ถูกซ้ำเติมจากราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นหลังกองกำลังติดอาวุธฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธหลายลูกโจมตี "เป้าหมายทางทหารที่สำคัญ" ทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ซึ่งถือเป็นการโจมตีครั้งแรกของกลุ่มฮูตีนับตั้งแต่ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ของไทยได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% จากเดิม 1.8% จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยโดย ธปท. (31 มี.ค.), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของอียู, รายงานดัชนีการผลิต (PMI) ของสหรัฐฯ และจีน รวมถึงทิศทางเงินเฟ้อเบื้องต้นของยุโรป และตัวเลขตลาดแรงงาน (JOLTS) ของสหรัฐฯ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป
นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากตัวเลขการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ที่ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป แนะนำหุ้นเด่น ได้แก่ AAI, ITC (กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง), GFPT, CPF (กลุ่มเนื้อไก่แปรรูป) และ TVO (กลุ่มไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์)