ขนาดของงานสะท้อนขนาดของโจทย์ได้ชัดเจน ตลอด 5 วัน มีผู้เข้าร่วม ณ สถานที่จัดงานมากกว่า 1,000 คน ผู้รับชมออนไลน์มากกว่า 24,000 คน กิจกรรมรวม 51 เวที พร้อมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ 77 ท่าน จาก 53 องค์กร ทั้งในและต่างประเทศ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่หลักการสากล นโยบาย การประเมินผลกระทบ ความปลอดภัย การทดสอบระบบ ไปจนถึงการนำ AI ไปใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ อย่างรับผิดชอบ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข คือสัญญาณว่า AI Governance ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนเทคโนโลยีอีกต่อไป เมื่อ AI เข้าไปแตะการศึกษา การเงิน ภาครัฐ การค้าดิจิทัล และกระบวนการยุติธรรม คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า AI ทำอะไรได้ แต่ต้องถามต่อว่าเชื่อถือได้เพียงใด ตรวจสอบอย่างไร ใครรับผิดชอบ และมนุษย์ยังมีอำนาจกำกับระบบมากน้อยแค่ไหน
เริ่มจากภาษากลางของโลก ก่อนแปลให้ใช้ได้ในไทย
AI ไม่มีพรมแดน ทั้งโมเดล ข้อมูล บริการ และผลกระทบจึงไม่อาจถูกกำกับโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง ความเชื่อมั่นต้องตั้งอยู่บนหลักการร่วมที่นานาประเทศยอมรับ และใช้เป็นฐานในการประสานการทำงานระหว่างกันได้
เวทีนำกรอบจาก UNESCO, OECD และองค์กรระหว่างประเทศมาถอดบทเรียน ทั้งสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความปลอดภัย และความเสี่ยง โดย ETDA เชื่อมกรอบสากลสู่ระบบไทย ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่ากฎหมายต้องคุ้มครองประชาชนโดยไม่เป็นภาระต่อนวัตกรรมเกินจำเป็น
กฎหมายและแนวปฏิบัติด้าน AI ต้องเชื่อมกับกฎหมายเดิม กลไกเฉพาะภาคส่วน และกรอบสากลที่ปรับตามความเสี่ยง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีแนวทางร่วมและใช้ได้จริง
.หลักการเดียวกัน แต่บริบทแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
กรอบ AI Governance อาจเป็นสากล แต่ไม่สามารถคัดลอกไปใช้เหมือนกันทุกประเทศ เพราะกฎหมาย สถาบัน วัฒนธรรม ภาษา ความพร้อมทางดิจิทัล และความคาดหวังของประชาชนแตกต่างกัน UNESCO จึงเน้น National Ownership ให้แต่ละประเทศมีส่วนออกแบบแนวทางของตน แทนการรับกรอบจากต่างประเทศมาใช้ทั้งชุด
ไทยต่อยอด Ethical Impact Assessment (EIA) ของ UNESCO เป็น Thai AI EIA Playbook ให้องค์กรกำหนดเป้าหมาย ระบุผู้มีส่วนได้เสีย ประเมินความเสี่ยง วางมาตรการก่อนใช้ กำหนดผู้รับผิดชอบ และติดตามผลหลังใช้งานจริง
การหารือของนายกรัฐมนตรีไทยกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกเรื่อง AIGPC สะท้อนความตั้งใจสร้างกลไกในประเทศ เพื่อต่อยอดหลักการสากลผ่านเครื่องมือ การประเมิน และเครือข่ายความร่วมมือ
มีกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ถ้าคนใช้ยังไม่พร้อม
อีกบทเรียนที่ได้ยินตรงกันจากหลายเวที คือ AI Governance จะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ด้วยตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับ ผู้บริหาร นักพัฒนา และผู้ใช้ยังขาดความเข้าใจหรือเครื่องมือ จึงต้องพัฒนาคน องค์กร และสถาบันให้มองเห็นทั้งศักยภาพ ความเสี่ยง และความรับผิดชอบของการใช้ AI
UNICEF ชี้ความเสี่ยงต่อเด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบาง ทั้งความเป็นส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ เนื้อหาไม่เหมาะสม การคุกคามออนไลน์ และโอกาสในชีวิต ย้ำว่า AI Governance เกี่ยวข้องกับสิทธิ ความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และความเป็นธรรม
Hands-on Workshop จาก Google, Huawei, Microsoft และ Meta เปิดให้ทดลองใช้ AI อย่างปลอดภัย ทั้งการตรวจคำตอบ คุ้มครองข้อมูล และกำกับโดยมนุษย์ ทำให้ผู้ใช้เข้าใจศักยภาพ ข้อจำกัด และความรับผิดชอบ
จากศูนย์ความรู้ สู่สนามปฏิบัติ
ไทยเริ่มวางรากฐานผ่าน AI Governance Center (AIGC) ของ ETDA ตั้งแต่ปี 2022 ก่อน Generative AI แพร่หลาย โดยศึกษาแนวโน้ม ความเสี่ยง หลักการสากล และความพร้อมของประเทศ เมื่อโจทย์โลกเปลี่ยนจากการประกาศหลักการไปสู่การลงมือทำ บทบาทดังกล่าวจึงยกระดับเป็น AI Governance Practice Center (AIGPC) เพื่อเชื่อมองค์ความรู้เข้ากับการใช้งานจริง
AIGPC พัฒนา Playbook เครื่องมือประเมิน โครงการนำร่อง เวิร์กช็อป และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ให้องค์กรกำกับ AI ตั้งแต่ออกแบบ พัฒนา ทดสอบ ใช้งาน จนถึงปรับปรุง แนวคิด Practice over Policy จึงเปลี่ยนนโยบายเป็นวิธีทำงานจริง ทั้งการประเมินผลกระทบ ทดสอบความปลอดภัย กำหนดผู้รับผิดชอบ และกำกับโดยมนุษย์
AI ที่ไว้ใจได้ ต้องกล้าถูกทดสอบ
ชื่อเสียงของผู้พัฒนาหรือคำประกาศว่าระบบปลอดภัยอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ความเชื่อมั่นต้องมาจากหลักฐานว่า AI ผ่านการประเมิน ทดสอบ และควบคุมความเสี่ยงอย่างเหมาะสมก่อนถูกนำไปใช้กับเรื่องที่กระทบผู้คนจริง
เวที Red Teaming ครอบคลุมการใช้ AI เสริมความมั่นคง และการป้องกัน Prompt Injection, Data Poisoning หรือการโจมตีที่ทำให้โมเดลผิดวัตถุประสงค์ เพื่อค้นหาจุดอ่อนที่การตรวจทั่วไปอาจไม่พบและเห็นความเสี่ยงจริง
TB-CERT ชี้ว่า ภาคการเงินใช้ AI ตั้งแต่ยืนยันตัวตน ตรวจธุรกรรมผิดปกติ จนถึง Chatbot จึงต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยร่วม Thailand AI Red Teaming Challenge จึงสร้างวัฒนธรรมการทดสอบและพิสูจน์ความปลอดภัยก่อนใช้งาน
ไทยอาจไม่ต้องออกกฎให้ทุกประเทศ แต่เป็นพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเรียนรู้ร่วมกันได้
AI เป็นความท้าทายที่ไม่มีประเทศใดรับมือได้ลำพัง ขณะเดียวกัน ความต่างด้านกฎหมาย เทคโนโลยี ภาษา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ก็ทำให้ภูมิภาคไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับเดียวกัน สิ่งที่จำเป็นกว่าคือพื้นที่สำหรับเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาแนวทางที่เชื่อมโยงกันได้
AIGW 2026 จึงเป็น Regional Learning Platform เชื่อม ETDA, UNESCO, UNICEF ภาคเทคโนโลยี หน่วยงานกำกับ ภาคการเงิน ภาควิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ โดยมี AIGPC สนับสนุนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง
ไทยไม่ได้กำหนดมาตรฐานให้ประเทศอื่นทำตาม แต่เป็นพื้นที่กลางเชื่อมความรู้และร่วมพัฒนา AI Governance ของภูมิภาค เพื่อให้แต่ละประเทศปรับหลักการสากลเข้ากับบริบทตน
กติกา AI ต้องเรียนรู้เร็วพอ ๆ กับเทคโนโลยี
กฎหมายที่เหมาะกับวันนี้อาจตามความเสี่ยงของวันหน้าไม่ทัน เพราะเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้ใช้ และรูปแบบการใช้งานเปลี่ยนตลอดเวลา บทเรียนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา UNESCO ภาคธุรกิจ และหน่วยงานด้านความมั่นคงจึงชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ระบบกำกับต้องทบทวนและปรับตามหลักฐานใหม่ได้
ภายใต้ Continuous Learning ผลจาก EIA เวิร์กช็อป Red Teaming เหตุผิดพลาด และข้อเสนอแนะ ต้องนำกลับไปปรับนโยบายกับเครื่องมือ โดย AIGPC ภายใต้ ETDA รวบรวมบทเรียน เชื่อมผู้เชี่ยวชาญ และต่อยอดความรู้ไทยสู่เครือข่ายภูมิภาคและโลก ทำให้ AI Governance เป็นระบบเรียนรู้ที่ตรวจสอบและปรับตัวได้
บทสรุปไม่ใช่คำประกาศว่าไทยเป็นผู้นำ แต่อยู่ที่สิ่งที่ทำต่อจากนี้
เมื่อมองภาพรวม เส้นทางจาก AIGC การพัฒนา EIA กับ UNESCO การคุ้มครองกลุ่มเปราะบางกับ UNICEF การอบรมโดย Google, Huawei, Microsoft และ Meta การพิจารณากฎหมาย การยกระดับสู่ AIGPC และการทดสอบกับ TB-CERT ไม่ใช่กิจกรรมแยกส่วน แต่เป็นชิ้นส่วนของระบบเดียวกัน
เป้าหมายไม่ใช่เพียงประกาศความเป็นผู้นำ แต่คือแปลงหลักการโลกเป็นเครื่องมือ กฎหมาย การพัฒนาคน การทดสอบ และความร่วมมือที่ตรวจสอบได้ ความเป็นผู้นำจึงอยู่ที่การเรียนรู้ นำหลักการไปใช้จริง และเปิดพื้นที่ให้ประเทศอื่นเติบโตด้วยกัน
AIGW 2026 ยืนยันว่า AI Governance เป็นภารกิจปัจจุบัน ไทยจึงมีโอกาสก้าวจากผู้รับหลักการสู่ผู้ร่วมขับเคลื่อนอนาคตระดับภูมิภาคและโลก ด้วยการลงมือทำ เรียนรู้ร่วมกัน และสร้าง AI ที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย โปร่งใส และรับผิดชอบ
ติดตามบทสรุปและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับงาน AIGW 2026 เพิ่มเติมได้ที่เพจ ETDA Thailand