นายญาณกิตติ์ เผยว่า พิธีลงนามฯ ครั้งนี้ ดำเนินการขึ้นภายใต้นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินที่ไม่มีตลาดรองรับของสมาชิกสหกรณ์โคนม นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร โดยวิธีการนำน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม เพื่อใช้เป็นปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เพิ่มทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร การลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงจากสถานการณ์ราคาพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรโดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยเคมี กระทรวงเกษตรฯ จึงตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้น เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในระดับพื้นที่ บูรณาการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐ ส่งเสริม พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเหลือและลดผลกระทบต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ทั้งนี้ กยท. ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนปุ๋ยอินทรีย์ฯ ร่วมสนับสนุนแนวทางการรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินความต้องการตลาด มาแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม โดยครั้งนี้ กยท. เข้ามาสนับสนุนและให้คำปรึกษา แนะนำ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการแปรรูปให้แก่สหกรณ์การเกษตรเมืองไทรโยค จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภายใต้การดูแลของ กยท. ที่จะเข้ามารับผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม และ กยท. จะหาช่องทางจำหน่ายและกระจายผลิตภัณฑ์ไปถึงมือเกษตรชาวสวนยางและเกษตรกรผู้ทำเกษตรต่อไป นับเป็นการเข้าไปแก้ปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินให้กับสมาชิกสหกรณ์โคนมได้เป็นอย่างดี และยังสร้างรายได้ให้กับสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองไทรโยค จำกัด ซึ่งจะมีรายได้จากการผลิตแปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนมอีกด้วย
"กยท. พร้อมวางแนวทางการกระจายสินค้า เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์สู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและผลักดันการนำผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนมไปใช้ในภาคเกษตรกรรมให้มากขึ้น ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ และส่งเสริมการทำเกษตรตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน"