คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ร่วมกับ PAM Foundation และเครือข่ายพันธมิตร เปิดตัวรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดครั้งแรกของไทย

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด (PAM Foundation) และ Care Policy and Evaluation Centre แห่ง London School of Economics and Political Science จัดงานเปิดตัวรายงานวิจัยว่าด้วยต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิต ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ CU Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาฯ โดยมีนักวิจัย แพทย์ บุคลากรสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย องค์กร ภาคประชาสังคม จากทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมงานจำนวนมาก

Monday 8 June 2026 08:57
คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ร่วมกับ PAM Foundation และเครือข่ายพันธมิตร เปิดตัวรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดครั้งแรกของไทย

รายงานฉบับนี้จัดทำโดยนักวิจัยจาก Care Policy and Evaluation Centre (CPEC) แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน ภายใต้ชื่อ "The Costs of Perinatal Mental Health Problems: A Modelling Methodology and Interactive Cost Calculator Tool Applied to Thailand" นับเป็นการประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในบริบทของประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมนำเสนอระเบียบวิธีวิจัย ที่สามารถนำไปปรับใช้กับประเทศอื่นได้ในอนาคต

ผลการศึกษาที่ถูกเปิดเผยครั้งแรกในงานครั้งนี้ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชุดแรกที่ฉายภาพต้นทุนที่แท้จริงของปัญหาสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในบริบทของประเทศไทย โดยพบว่าปัญหาดังกล่าวที่ยังขาดการดูแลอย่างเหมาะสมก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ราว 68,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนต้นทุนทั้งหมดนั้น ราว 31,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 เป็นผลกระทบที่ส่งตรงไปยังเด็ก สะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์มีผลต่อพัฒนาการ ผลลัพธ์ทางการศึกษา คุณภาพชีวิต และโอกาสในอนาคตของเด็กอย่างลึกซึ้งและยาวนาน

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลการศึกษาถึงผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ อันเกิดจากภาวะสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบสนับสนุนสุขภาพจิตสำหรับมารดา ครอบครัว และเด็กในประเทศไทย ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิด ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต ผลการศึกษายิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในฐานะการลงทุนที่สำคัญต่อทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป

"คณะจิตวิทยาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและดูแลสุขภาพจิตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสุขภาพจิตของมารดาในช่วงตั้งครรภ์ หลังคลอด และระหว่างการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพชีวิตของครอบครัวในระยะยาว คณะจิตวิทยาเห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยในเรื่องนี้ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาแนวทางการดูแลและสนับสนุนสุขภาพจิตของมารดาในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันและเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน" ผศ.ดร.ณัฐสุดากล่าว

คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากสถาบันและองค์กรชั้นนำทั่วโลกซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตมารดาในหลายประเทศ โดยคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนางานวิจัย การสร้างเครือข่ายวิชาการ และการกำหนดแนวทางส่งเสริม ป้องกัน และดูแลสุขภาพจิตมารดาอย่างบูรณาการ ผ่านความร่วมมือของจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจว่าการลงทุนด้านสุขภาพจิตมารดาไม่เพียงส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของแม่และเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้และขับเคลื่อนสังคม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

Assoc. Prof. Annette Bauer จาก CPEC-LSE กล่าวถึงต้นทุนของการปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขพบว่ามีมูลค่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบที่ขยายวงกว้างเกินกว่าระบบการดูแลสุขภาพ ทั้งต่อคุณภาพชีวิตของสตรี โอกาสในอนาคตของเด็ก และผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ในระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสูญเสียผลิตภาพจากการทำงาน การลดลงของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ผลกระทบจากความพิการในระยะยาว และผลลัพธ์เชิงลบต่อเด็กตลอดช่วงชีวิต

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดของประเทศไทย จัดทำโดย PAM Thailand และ PAM Foundation ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวบรวมข้อมูลสถานการณ์ของปัญหา ปัจจัยเสี่ยง การให้บริการ มุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และโอกาสในการพัฒนาระบบสนับสนุนสำหรับแม่ เด็ก และครอบครัว ควบคู่กับเอกสารสรุปเชิงนโยบายที่รวบรวมข้อเสนอแนะเร่งด่วนสำหรับผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรสาธารณสุข องค์กรวิชาชีพ นักวิจัย ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวไทย

ในงานยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์โดยเครือข่าย Global Economics and Maternal Mental Health (GEMMH) เครื่องมือออนไลน์นี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย ผู้วางแผนระบบสุขภาพ และหน่วยงานด้านการพัฒนา สามารถวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการดูแล รวมถึงประเมินผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้นโยบายและรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกัน โดยได้รับการพัฒนาให้เป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในประเทศอื่นได้ในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีการประกาศจัดตั้งพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด หรือ Perinatal Alliance for Mental Health Thailand (PAM Thailand) อย่างเป็นทางการ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนางานด้านสุขภาพจิตมารดาผ่านการสร้างความตระหนักรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การผลักดันเชิงนโยบาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนา ภาคเอกชน และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันยกระดับการสนับสนุนแม่ เด็ก และครอบครัวทั่วประเทศ

Mr. Hamish Magoffin ผู้ก่อตั้ง PAM Thailand กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบอย่างลึกซึ้งของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่มีต่อแม่ เด็ก ครอบครัว และสังคม เพื่อดึงความสนใจ ความร่วมมือ และการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบสนับสนุนครอบครัวทั่วประเทศไทย การศึกษาวิจัยด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจของปัญหาสุขภาพจิตมารดาในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับประเทศอย่างชัดเจน ทั้งต่อมารดา เด็ก ครอบครัว และระบบเศรษฐกิจ การประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจทำให้ภาครัฐและสังคมตระหนักถึงความสำคัญของปัญหามากขึ้น นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรและการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม

งานวิจัยนี้ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยจาก London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและสถาบันด้านสุขภาพในประเทศไทย อาทิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ ผลการศึกษาพบว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจจากภาวะสุขภาพจิตมารดาที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 68,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพชีวิต ศักยภาพในการทำงาน การสูญเสียผลิตภาพ และภาระด้านสุขภาพในอนาคต ทั้งนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผลกระทบทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการในช่วงต้นของชีวิตและอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว จึงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง

ศ. (เกียรติคุณ) พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการดูแลจากทีมสหวิชาชีพ ซึ่งไม่สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยบุคลากรทางการแพทย์เพียงสาขาเดียว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพเพื่อรองรับประเด็นนี้อย่างเป็นระบบ

นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรสุขภาพหลายสาขา ทั้งพยาบาล พยาบาลจิตเวช พยาบาลกุมารเวชศาสตร์ นักจิตวิทยาคลินิก และนักจิตวิทยาการปรึกษา การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ารับบริการฝาก ครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น การเปิดตัวรายงานครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นสุขภาพจิตมารดา ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของแม่ เด็ก และครอบครัวในระยะยาว ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ในการผลักดันนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของครอบครัวไทยในอนาคต

คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ร่วมกับ PAM Foundation และเครือข่ายพันธมิตร เปิดตัวรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดครั้งแรกของไทย