นัยยะต่อเศรษฐกิจท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การเติบโตของเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ปี 2569 แต่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงการเติบโตไว้เชื้อเพลิงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสดังกล่าว เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวก็ลดลงเช่นกัน จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงอันเนื่องมาจากราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทั้งสองได้รับการชดเชยบางส่วนจากโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเป็นโครงการช่วยลดค่าครองชีพจากภาครัฐรูปแบบร่วมจ่ายที่รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% ของสินค้าที่ซื้อในร้านค้าที่ลงทะเบียน (ภายใต้เงื่อนไขวงเงินรายวันและรายเดือน)
โครงการนี้มีงบประมาณรวม 175,000 ล้านบาท และดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายนปีนี้ปัญญาประดิษฐ์ (AI): จากความต้องการฮาร์ดแวร์ที่รองรับ AI ทั่วโลก การส่งออกสินค้ายังคงขยายตัวในอัตราสองหลักอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สำคัญ เช่น ระบบระบายความร้อน แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้ายังพุ่งขึ้น 27.5% เทียบปีต่อปี เนื่องจากไทยเร่งนำเข้าสินค้าทุนที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (That data centre thing, 24 กรกฎาคม 2569) ส่งผลให้ดุลการค้าสุทธิ (ในรูปตัวเงิน) พลิกกลับมาขาดดุลจำนวนมากถึง 509,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับการขาดดุลที่กว้างที่สุด
นับตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีข้อมูล แม้ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันจะเพิ่มขึ้น แต่เรามองว่าการพลิกกลับของดุลการค้าครั้งนี้อาจมีลักษณะเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไทยกำลังเร่งขยายขีดความสามารถด้านการประมวลผลอย่างต่อเนื่องเราคาดว่าการเติบโตตลอดทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 2.2% ซึ่งสอดคล้องกับที่ สศช. คาดการณ์ไว้ โดยได้แรงหนุนจากมาตรการการคลังที่แข็งแกร่งและตัวเลขการส่งออกที่แข็งแกร่ง การเติบโตมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ดังที่สะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของการเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง ซึ่งการสะสมสินค้าคงคลังมีส่วนช่วยการเติบโตถึง 7.2 จุดเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า ธปท. มีแนวโน้มที่จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป แม้การเติบโตอาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ติดต่อกันสองไตรมาส แต่แนวโน้มของปี 2570 ยังคงอ่อนแอ โดยการใช้จ่ายทางการคลังมีแนวโน้มที่จะหยุดชะงักในปีหน้า เพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้อยู่ในกรอบที่ไทยกำหนดไว้เอง ("Thailand's private sector must lead the post-Hormuz recovery" , 8 มิถุนายน 2569) โดยเราคาดว่าการเติบโตของจีดีพีตลอดปี 2570 จะชะลอลงมาอยู่ที่ 1.7%
นอกจากนี้ การเติบโตยังคงกระจายตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งเรามองว่าเป็นประเด็นสำคัญสำหรับ ธปท. โดยอ้างอิงจากรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดือนกรกฎาคม (ธปท., 8 กรกฎาคม 2569) และคำแถลงของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (The Nation, 8 กรกฎาคม 2569) ว่า การขยายตัวของการลงทุนในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในภาคดิจิทัลเป็นหลัก (เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์) และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้งสองภาคส่วนพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้าเป็นอย่างมากและเมื่อเราพูดว่า "พึ่งพาอย่างมาก" ก็หมายถึงมากจริง ๆ หลังจากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ประกาศออกมา ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสที่สองแย่ลงมาอยู่ที่ 12% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2548
นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนการนำเข้าสินค้าทุนต่อการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น (gross capital formation) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจจึงยังไม่ส่งผลดีไปถึงครัวเรือนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งยังคงเผชิญกับภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวแม้จะมีการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่เราคาดว่า ธปท. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ไปจนถึงอย่างน้อยปี 2570 การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่แย่ลงอาจนำไปสู่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่การรักษาความสามารถในการแข่งขันของเงินบาทผ่านนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอาจช่วยให้ SMEs ยังคงประคองตัวได้ท่ามกลางสภาวะการนำเข้าที่ท้าทาย (What the energy shock means for margins and trade, 1 กรกฎาคม 2569).