เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่สหรัฐฯ ส่งผลดีต่อภาพระยะยาว

ศุกร์ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔ ๑๒:๐๐
นายธีรเศรษฐ์ พรหมพงษ์ นักกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์มหภาค บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินว่า จากการที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ของสหรัฐฯ American Rescue Plan วงเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญฯ เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด COVID-19 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1.เงินช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ (Direct Payment) อีก 1,400 เหรียญฯ (รวมของเดิม 600 เหรียญฯ เป็นวงเงินทั้งสิ้น 2,000 เหรียญฯ) 2.ช่วยเหลือผู้ตกงานวงเงิน 400 เหรียญฯต่อสัปดาห์ และขยายไปจนถึง ก.ย. 2564 3.เงินช่วยเหลือแก่รัฐบาลท้องถิ่น วงเงิน 3.5 แสนล้านเหรียญฯ 4.ช่วยเหลือด้านการศึกษาและสถาบันการศึกาษา 1.7 แสนล้านเหรียญฯ 5.สนับสนุนเกี่ยวกับการตรวจ COVID-19 วงเงิน 5 หมื่นล้านเหรียญฯ 6.ช่วยเหลือด้านความร่วมมือในโครงการวัคซีนแห่งชาติ ร่วมกับองค์กรต่างๆ วงเงิน 2 หมื่นล้านเหรียญฯ 7.เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจาก 7.25 เหรียญฯต่อ ชม. เป็น 15 เหรียญฯต่อ ชม. 8.เพิ่มวงเงินการเครดิตคืนภาษีเกี่ยวกับผู้มีบุตรเป็น 3,000 เหรียญฯ ต่อคน และ 3,600 เหรียญฯต่อคน สำหรับบุตรอายุต่ำกว่า 6 ปี
เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่สหรัฐฯ ส่งผลดีต่อภาพระยะยาว

แนวโน้มน่าจะดีต่อภาพระยะยาว ในขณะที่ระยะสั้นยังมีความเสี่ยง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ เป็นบวกต่อ sentiment สินทรัพย์เสี่ยง จาก 1) หนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะยาว 2) เพิ่มสภาพคล่องในระบบ ซึ่งสะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี สหรัฐฯที่ดีดกลับทะลุ 1.1% ส่วน Dollar Index อ่อนค่ารอบใหม่ อย่างไรก็ตามในระยะสั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯถือว่าไม่ได้ตอบรับเชิงบวก จาก 1) มีแรง Sell on Fact จากการเก็งบวกไว้ก่อนหน้า 2) วงเงินการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้เหนือความคาดหมาย อีกทั้งต่ำกว่าตลาดคาดไว้ที่ 2 ล้านล้านเหรียญฯ เล็กน้อย 3) มีโอกาสผู้กำหนดนโยบายการเงินอย่าง Fed จะส่งสัญญาณให้เกิดความสมดุลย์มากขึ้น เพื่อไม่ให้มีแรงเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆจนเกิดภาวะฟองสบู่มากเกินไป และนอกจากนี้แนวคิดการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจาก 7.25 เป็น 15 เหรียญฯต่อ ชม. เป็นนโยบายที่ฝั่งตรงข้ามอย่าง Republican โจมตีมาตลอดว่าไม่ส่งผลดีต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวม และขั้นตอนสำคัญในการผ่านมาตรการกระตุ้น 1.9 ล้านล้านเหรียญฯ รอบนี้ ต้องการ 60 เสียง ในวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบัน Democrat และ Republican ครองที่นั่งคนละ 50 เสียงเท่ากัน ดังนั้น จึงไม่ง่ายและมีความเสี่ยงที่มาตรการจะสะดุดและยืดเยื้อได้

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย "ความหวัง" สู่ "ความจริง" ภาพตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป น่าจะหันมาให้น้ำหนักกับภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และหันมา selective มากขึ้น โดยเน้นไปที่กลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรง หรือแนวโน้มกำไรน่าจะฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ/เป็นโครงสร้างฟื้นฐาน/วัตถุดิบในภาคการผลิต/อยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับภมิภาค-โลก ซึ่งกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ในระยะสั้น ประกอบด้วย Oil & Gas: TOP, Comm: COM7, Petro: SCC, Packaging: SCGP,   Banking: SCB TISCO

 

ที่มา: บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด

๑๒ พ.ค. เซ็นทรัลพัฒนา เปิดหน่วยบริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในศูนย์การค้าเป็นแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว
๑๒ พ.ค. สพร.9 พิษณุโลก ยกระดับฝีมือแรงงานช่างบำรุงรักษาระบบเซลล์แสงอาทิตย์
๑๒ พ.ค. ซีพีเอฟ ใส่ใจพลังงานหมุนเวียน รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม สร้างธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
๑๒ พ.ค. ผู้ถือหุ้น PLANET เตรียมใช้สิทธิ์จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน 13-14 และ 17-19 พ.ค.นี้
๑๒ พ.ค. Study in ZJUT ทุนเรียนต่อป.ตรี-โท บริหาร วิศวะ มหาวิทยาลัยในเมืองหางโจว
๑๒ พ.ค. ออสซี่ออยล์ เปิดโมเดลธุรกิจใหม่ แฟรนไชส์น้ำมันแกลลอน
๑๒ พ.ค. 7 วิชาพิเศษที่เลือกเรียนได้! ที่ SPUIC Business Management Program
๑๒ พ.ค. Miss The Rage เพลงใหม่จาก 2 แรปเปอร์สุดฮอตขวัญใจวัยรุ่น Trippie Redd และ Playboi Carti มาพร้อม Lyric Video สุดเท่
๑๒ พ.ค. OPPO ประกาศการอัปเกรด OPPO App Market และ Gravity Plan อย่างเป็นทางการ
๑๒ พ.ค. ม.มหิดล จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ดูแลเด็กในศตวรรษที่ 21 รองรับสังคมแตกต่างหลากหลาย