นอกจากนี้ กทม. ยังได้ดำเนินโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำในถนนสายหลักด้วยวิธีดันท่อ (Pipe Jacking) เพื่อขยายเครือข่ายการระบายน้ำโดยไม่กระทบการจราจร โครงการก่อสร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน (Water Bank) เพื่อใช้เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำชั่วคราวในช่วงฝนตกหนัก แม้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ก่อสร้างเพิ่มเติมก็ตาม ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อรองรับและลำเลียงน้ำในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว การก่อสร้างเขื่อนริมคลองสายหลัก การปรับปรุงสถานีสูบน้ำเดิม การปรับปรุงเขื่อนริมคลองให้ท้องคลองลึกขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการลำเลียงน้ำเข้าสู่ระบบการปรับปรุงช่องรับน้ำฝนบนผิวจราจร ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน สนน. ยังได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้สนับสนุนการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ปริมาณฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่จุดเสี่ยง เชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลกลาง เพื่อใช้บริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ รวมถึงใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน และบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำของ กทม. ให้ทันสมัย แม่นยำ และรองรับการพัฒนาเมืองในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ กรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ หลายพื้นที่อยู่ใกล้ หรือบางส่วนต่ำกว่าระดับน้ำทะเล การระบายน้ำจากระบบท่อระบายน้ำ ลำราง และคูน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือกฝอย จะส่งต่อไปยังคลองและใช้ระบบสูบน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จึงต้องอาศัยความแตกต่างของระดับน้ำเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนักที่มาพร้อมกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูง การระบายน้ำเป็นไปได้ยาก ระบบท่อระบายน้ำและสถานีสูบน้ำที่ใช้งานมานานกว่า 20 ปี จึงต้องทำงานหนักมากขึ้น ขณะที่ระบบท่อระบายน้ำเดิมถูกออกแบบให้รองรับฝนสะสมประมาณ 80 มม./วัน หรือฝนตกต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศมีความผันผวนมากขึ้น และเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดบ่อยครั้ง โดยบางพื้นที่มีปริมาณฝนสูงกว่า 100 - 150 มม./ชั่วโมง ซึ่งเกินกว่าศักยภาพของระบบเดิม ส่งผลให้น้ำฝนส่วนเกินต้องรอการระบายอยู่บนผิวจราจร